การบรรลุเป้าหมายผลผลิตอ้อย 20 ตันต่อไร่ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากมีการบริหารจัดการอย่างแม่นยำและเป็นระบบ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเทคโนโลยีและวิศวกรรมเกษตรสมัยใหม่ ตั้งแต่การเตรียมดิน ลดการไถพรวน การคัดเลือกท่อนพันธุ์ ไปจนถึงระบบน้ำหยดอัจฉริยะ พร้อมเทคนิคการจัดการธาตุอาหารและศัตรูพืชตามระยะการเจริญเติบโต เพื่อเปลี่ยนทุกทรัพยากรให้เป็นผลผลิตและปริมาณน้ำตาลสูงสุด
1. บทนำและกรอบแนวคิดผลผลิตทางสรีรวิทยา
ในยุคของสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์สำคัญ การจัดการฟาร์มด้วยระบบเซนเซอร์ และระบบ IOT จึงถูกนำมาใช้ในภาคการเกษตรเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยเกี่ยวกับ “เกษตรอัจฉริยะ” หรือ “สมาร์ทฟาร์ม” เช่น ระบบควบคุมการเปิดปิดน้ำที่สามารถตั้งเวลาได้ การสั่งการและติดตามการเติบโตของพืชด้วยสมาร์ทโฟน แต่สิ่งสำคัญของการทำเกษตรดิจิทัลคือ การนำเทคโนโลยีไปใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพและแม่นยำเพิ่มมากขึ้นกับเกษตรกรผู้ใช้งาน โดยการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชแต่ละชนิดมาใช้ในการศึกษาเพื่อวิเคราะห์การเจริญเติบโต การป้องกันโรค

จาก “การปลูกอ้อย” สู่ “การออกแบบผลผลิต”
การตั้งเป้าหมายผลผลิตอ้อยที่ 20 ตัน/ไร่ หรือประมาณ 125 ตัน/เฮกตาร์ ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นจากวิธีการปลูกแบบเดิม แต่ควรมองในมุมของ “การออกแบบระบบการผลิต”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เกษตรกรไม่ได้เพียงทำหน้าที่ “ปลูกอ้อยแล้วรอให้โต” แต่ต้องบริหารตัวแปรสำคัญของพืช ดิน น้ำ ธาตุอาหาร สภาพอากาศ พันธุ์ และช่วงเวลาการเจริญเติบโต ให้ทำงานสอดประสานกันเพื่อเปลี่ยน แสง น้ำ และธาตุอาหาร → เป็นมวลชีวภาพ → เป็นน้ำหนักลำอ้อย → และท้ายที่สุดเป็นน้ำตาล
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักสรีรวิทยาการผลิตอ้อยสมัยใหม่ ซึ่งอธิบายว่าการสะสมชีวมวลและผลผลิตน้ำตาลของอ้อยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาทรงพุ่มและความสามารถของใบในการดักจับรังสีเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ขณะเดียวกัน น้ำ ธาตุอาหาร พันธุกรรม และสภาพแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดว่าพืชสามารถเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้นเป็นผลผลิตได้มีประสิทธิภาพเพียงใด
ดังนั้น หากต้องการสร้างอ้อยระดับ 20 ตัน/ไร่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง
“จะใส่ปุ๋ยอย่างไรให้อ้อยโต?”
แต่ต้องเปลี่ยนเป็น
“เราจะออกแบบระบบการผลิตอย่างไร ให้อ้อยสามารถสร้างและรักษาศักยภาพผลผลิต 20 ตัน/ไร่ไว้ได้ตลอดฤดู?”
20 ตัน/ไร่ ต้องเริ่มจากการถอดสมการผลผลิต ในทางสรีรวิทยา ผลผลิตอ้อยที่เก็บเกี่ยวได้สามารถมองอย่างง่ายผ่านองค์ประกอบของผลผลิต โดยมีตัวแปรสำคัญ ได้แก่
ผลผลิต (Yield) = จำนวนลำเก็บเกี่ยวต่อไร่ (Ns) × น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ (Ws)
ดังนั้น หากต้องการผลผลิต 20 ตัน/ไร่ เราไม่ได้จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลำให้มากที่สุดเสมอไป แต่ต้องสร้าง สมดุลระหว่าง “จำนวนลำ” กับ “น้ำหนักต่อลำ” เพราะการเพิ่มจำนวนลำมากเกินไปอาจทำให้เกิดการแข่งขันกันเองด้านแสง น้ำ และธาตุอาหาร ส่งผลให้ลำมีขนาดเล็กและน้ำหนักต่อลำลดลงได้ งานวิจัยด้านองค์ประกอบผลผลิตของอ้อยพบว่า จำนวนลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ และความยาวลำ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อธิบายความแตกต่างของผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนลำกับขนาดของลำ
วิศวกรรมผลผลิตและเป้าหมายเชิงกายภาพของอ้อย 20 ตัน/ไร่
จากสมการผลผลิตดังกล่าว สามารถกำหนดกรอบเป้าหมายเบื้องต้นสำหรับการออกแบบแปลงได้ดังนี้
- จำนวนลำเก็บเกี่ยว: ประมาณ 10,000–12,000 ลำ/ไร่
- น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ: ประมาณ 1.67–2.00 กิโลกรัม/ลำ
- เส้นผ่านศูนย์กลางลำ: ประมาณ 2.8–3.2 เซนติเมตรขึ้นไป
- ความยาวลำเก็บเกี่ยว: ประมาณ 2.2–2.5 เมตรขึ้นไป
- พื้นที่ใบ (LAI): ใช้เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาทรงพุ่มและการรับแสง โดยควรติดตาม “แนวโน้มตามระยะการเจริญเติบโต” มากกว่ากำหนดค่าเดียวตลอดฤดู
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการปลูกอ้อยให้โต แต่คือการออกแบบทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ศักยภาพ 20 ตัน/ไร่เกิดขึ้นจริงในแปลง
2. วิศวกรรมการเตรียมดินและการจัดการแปลง

“ดินที่ดี” ไม่ใช่ดินที่ร่วนที่สุด แต่คือดินที่รากสามารถเติบโตและใช้น้ำได้เต็มศักยภาพ
การสร้างผลผลิตอ้อยระดับ 20 ตัน/ไร่ ไม่ได้เริ่มต้นเมื่ออ้อยโผล่พ้นดิน แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เราเตรียมแปลงปลูก
โดยเฉพาะในพื้นที่ดินเหนียวหรือดินที่ผ่านการใช้เครื่องจักรหนักต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือ ชั้นดินแน่น (Compacted Layer) ซึ่งสามารถจำกัดการหยั่งราก ลดการซึมผ่านของน้ำ และลดปริมาตรดินที่รากสามารถใช้ประโยชน์ได้ งานวิจัยในอ้อยพบว่าการจราจรของเครื่องจักรสามารถเพิ่มความแน่นของดินและแรงต้านการแทงทะลุ ขณะที่ระบบไถพรวนแบบ Deep Strip Tillage สามารถลดแรงต้านการแทงทะลุและช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อระบบรากได้
ดังนั้น เป้าหมายของการเตรียมดินจึงไม่ใช่ “ทำให้ดินละเอียดที่สุด” แต่คือ
สร้างเขตรากที่ลึก โปร่ง ระบายน้ำได้ และมีความสามารถในการเก็บน้ำ โดยรบกวนดินเท่าที่จำเป็น
ระบบเตรียมดินแนะนำ (Combined Reduced Tillage – วิ่ง 3 เที่ยว):
เตรียมดินอย่างแม่นยำ ไม่ใช่ไถให้มากที่สุด…
สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาดินแน่นและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นสัดส่วนสูง สามารถออกแบบระบบ Combined Reduced Tillage โดยแบ่งหน้าที่ของเครื่องจักรออกเป็น 3 ขั้นตอน
- เที่ยวที่ 1 (ผานพรวน 22 จาน): สับย่อยเศษซากพืชและเปิดหน้าดินลึก 12–15 ซม.
- เที่ยวที่ 2 (ไถริปเปอร์/ไถระเบิดดินดาน): ระเบิดชั้นดินดานลึก 50–60 ซม. เพื่อเปิดทางให้รากหยั่งลึกและเพิ่มการซึมซับน้ำ
- เที่ยวที่ 3 (เครื่อง Mix 4): ปั่นดินแนวตั้งด้วย Power Harrow พร้อมลูกกลิ้งกดอัดหน้าดินเบาๆ เพื่อ “ล็อกความชื้น” ลดการระเหยของน้ำก้นร่อง
Paired-Row Geometry: ออกแบบแถวปลูกให้ทำงานร่วมกับเครื่องจักร
เมื่อการผลิตอ้อยเข้าสู่ระบบเกษตรแม่นยำ ระยะปลูกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพืช แต่เป็นเรื่องของวิศวกรรมทั้งระบบ
ระบบ Paired Row หรือแถวคู่ สามารถออกแบบให้สัมพันธ์กับระยะล้อเครื่องจักรและระบบ Controlled Traffic เพื่อให้เครื่องจักรเคลื่อนที่ในแนวเดิม ลดการเหยียบย่ำบริเวณเขตราก
ตัวอย่างกรอบการออกแบบ ได้แก่
- ระยะศูนย์กลางร่องหลักประมาณ 1.60 เมตร
- ระยะห่างแถวย่อยภายในคู่ประมาณ 40–50 ซม.
- ความลึกร่องเปิดประมาณ 20–25 ซม.
- กลบดินบริเวณท่อนพันธุ์ประมาณ 5–7 ซม. โดยต้องปรับตามชนิดดิน ความชื้น และระบบปลูก
อย่างไรก็ตาม ระยะดังกล่าวควรถือเป็น Design Specification ของระบบที่เลือกใช้ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานสากลที่เหมาะกับอ้อยทุกพื้นที่ เพราะผลของระยะปลูกขึ้นกับพันธุ์ ดิน เครื่องจักร และระบบน้ำ
งานวิจัยพบว่าการจัดการ Controlled Traffic ร่วมกับแถวคู่ สามารถช่วยลดการอัดแน่นในเขตปลูก และมีศักยภาพในการเพิ่มการเจริญของรากและผลผลิตในบางระบบการผลิต
3. วิทยาการท่อนพันธุ์และสุขอนามัยพืช

แม้เราจะมีดินดี น้ำเพียงพอ และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วย ท่อนพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์หรือมีเชื้อโรคติดมา ศักยภาพของแปลงก็อาจสูญเสียตั้งแต่วันแรก
คุณภาพท่อนพันธุ์มีผลโดยตรงต่อการงอก การตั้งตัว ความสม่ำเสมอของจำนวนลำ และโครงสร้างประชากรในระยะแรก ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อองค์ประกอบผลผลิตเมื่อถึงวันเก็บเกี่ยว งานด้านการผลิตพันธุ์อ้อยคุณภาพสูงจึงให้ความสำคัญกับ ความบริสุทธิ์ทางพันธุกรรม สุขภาพของท่อนพันธุ์ และการตรวจติดตามโรคอย่างเป็นระบบ
- เกณฑ์คัดเลือกท่อนพันธุ์:
- อายุแปลงพันธุ์: 8–10 เดือน ซึ่งสะสมน้ำตาลรีดิวซ์ (Reducing Sugars) สูง ตาอ้อยงอกได้ทันที
- ตำแหน่งท่อนพันธุ์: ใช้ส่วนกลางลำ ความชื้นภายในเนื้อเยื่อมากกว่า 70–75%
- การจัดการ: ตัดแล้วต้องปลูกภายใน 24–48 ชั่วโมง รอยตัดต้องเรียบ ไม่แตกช้ำ
- ระบบพ่นสารป้องกันก้นร่อง (In-furrow Protection System):
หลังจากท่อนพันธุ์ลงดินแล้ว ช่วงแรกของการตั้งตัวเป็นช่วงที่อ่อนแอต่อทั้งเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช การจัดการบริเวณก้นร่องจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Integrated Pest Management (IPM)
สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- สารป้องกันเชื้อรา: Azoxystrobin + Difenoconazole ป้องกันโรคเน่าแดง ก้นเน่า และแส้ดำ
- สารป้องกันแมลงดูดซึม: Thiamethoxam หรือ Fipronil ป้องกันปลวก หนอนเจาะตา และเพลี้ยจักจั่น (พาหะโรคใบขาว)
อย่างไรก็ตาม การเลือกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชควรพิจารณาเป็นรายกรณี โดยอิง
- ชนิดของศัตรูพืชที่พบจริง
- ประวัติการระบาดของแปลง
- ความเสี่ยงของดินและสภาพแวดล้อม
- พันธุ์อ้อย
- อัตราและวิธีใช้ที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย
- การหมุนเวียนกลุ่มสารเพื่อลดความเสี่ยงการดื้อยา/ดื้อสาร
4. การจัดการชลประทานน้ำหยดแม่นยำสูง

น้ำมีบทบาทสำคัญต่อการขยายเซลล์ การยืดตัวของใบและลำ การเปิดปากใบ การสังเคราะห์แสง การลำเลียงธาตุอาหาร และการสะสมชีวมวล น้ำคือหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดศักยภาพของอ้อยโดยตรง โดยเฉพาะในระบบการผลิตที่ต้องการผลผลิตระดับ 20 ตัน/ไร่ การให้น้ำมากเกินไปไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลผลิตมากขึ้น และการให้น้ำน้อยเกินไปในช่วงวิกฤตอาจทำให้ศักยภาพของผลผลิตเสียไปอย่างถาวร
อ้อยไม่ได้ต้องการน้ำเท่ากันตลอดอายุ 10–12 เดือน สามารถแบ่งการจัดการน้ำเชิงสรีรวิทยาได้เป็น 5 ช่วง ดังนี้
| ระยะ | อายุโดยประมาณ | ปริมาณน้ำที่ต้องการ | แนวทางจัดการ |
|---|---|---|---|
| งอก-ตั้งตัว | 0-30 วัน | 2-2.5 มม./วัน | รักษาความชื้นให้เพียงพอต่อการงอกและสร้างราก |
| แตกกอ | 31-90 วัน | 3.5-4 มม./วัน | สนับสนุนการสร้างจำนวนหน่อและพื้นที่ใบ |
| ยืดปล้อง | 91-240 วัน | 5.5-6 มม./วัน | ช่วงใช้น้ำสูงและเป็นช่วงรักษาการขยายลำและการสร้างชีวมวล |
| สะสมน้ำตาล | 241-330 วัน | 3-3.5 มม./วัน | ค่อยๆ ลดการให้น้ำ |
| สุกแก่ก่อนตัด | 331-360 วัน | – | งดให้น้ำอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวและกำหนดวันตัด |
ระบบน้ำหยดมีข้อได้เปรียบสำคัญคือสามารถส่งน้ำในปริมาณน้อยและถี่เข้าสู่บริเวณเขตรากได้โดยตรง งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรพบว่า การจัดการน้ำหยดในอ้อยสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญในบางสภาพแวดล้อม และผลตอบสนองขึ้นกับทั้ง เวลาให้น้ำ ตำแหน่งสายน้ำหยด ตำแหน่งใส่ปุ๋ย พันธุ์ และสภาพอ้อยปลูก/อ้อยตอ เป้าหมายไม่ใช่การให้น้ำ 100% ตลอดเวลา แต่คือการจัดสรรน้ำให้ตรงกับช่วงที่น้ำสร้างผลผลิตได้สูงที่สุด
5. การจัดการธาตุอาหารพืชตามระยะสรีรวิทยา

“ปุ๋ยที่ดีที่สุด ไม่ใช่ปุ๋ยที่ใส่มากที่สุด แต่คือปุ๋ยที่พืชได้รับในเวลาที่ต้องการ
อ้อยเป็นพืชที่สร้างชีวมวลในปริมาณสูง จึงมีความต้องการธาตุอาหารจำนวนมาก โดยเฉพาะ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างราก การแตกกอ การสร้างพื้นที่ใบ การสะสมน้ำหนักลำ และการสะสมซูโครส
อย่างไรก็ตาม อ้อยไม่ได้ต้องการธาตุอาหารในปริมาณเท่ากันตลอดอายุ
ช่วงต้นต้องการธาตุอาหารเพื่อ “สร้างราก”
ช่วงกลางต้องการเพื่อ “สร้างลำและชีวมวล”
ขณะที่ช่วงปลายเป้าหมายเปลี่ยนเป็น “รักษาการสะสมซูโครสและคุณภาพอ้อย”
สำหรับระบบ Precision Sugarcane Management การจัดการธาตุอาหารควรพัฒนาไปสู่ระบบ Nutrient Prescription
โดยใช้ข้อมูล 5 ชุดร่วมกัน
- Soil Analysis
→ รู้ว่าดินมีธาตุอาหารอะไรอยู่แล้ว - Plant/Tissue Analysis
→ รู้ว่าอ้อยกำลังขาดหรือได้รับธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ - Growth Stage
→ รู้ว่าพืชกำลังอยู่ในช่วงสร้างราก หน่อ ลำ หรือซูโครส - Weather & Irrigation Data
→ รู้ว่าน้ำและสภาพอากาศเอื้อต่อการดูดใช้ธาตุอาหารหรือไม่ - Yield Target
→ รู้ว่าเรากำลังผลิตอ้อยระดับ 10, 15 หรือ 20 ตัน/ไร่
แล้วจึงคำนวณกลับว่า
“ต้องเติม N-P-K เท่าไร และเมื่อไร เพื่อให้ได้ผลผลิตและน้ำตาลตามเป้าหมาย โดยสูญเสียธาตุอาหารน้อยที่สุด”
ตัวอย่างเช่น เป้าหมายผลผลิตเท่ากับ 20 ตันต่อไร่ ดังนั้นเมื่อคำนวณแล้วจะได้ปริมาณธาตุอาหารดังนี้
เป้าหมายธาตุอาหารบริสุทธิ์ต่อไร่ : N = 20 – 28 กก., P2O5 = 8 – 12 กก., K2O = 30 – 40 กก. (สัดส่วน 2.5 : 1 : 3.5)
- ระยะรองพื้น (วันปลูก): ใช้สูตร 18-46-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 30–40 กก./ไร่ ฝังลึกใต้แนวท่อนพันธุ์ 5 ซม. เพื่อสร้างระบบรากแรกเกิด
- ระยะแตกกอ (30–90 วัน): จ่ายปุ๋ยไนโตรเจนสูง (46-0-0 หรือ 25-7-7) ผ่านระบบน้ำหยดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเร่งหน่อและพื้นที่ใบ
- ระยะยืดปล้องสร้างลำ (90–180 วัน): จ่ายสูตร 20-8-20 หรือ 15-5-25 ผ่านระบบน้ำหยด เพื่อดึงความยาวปล้องและขยายขนาดลำ
- ระยะสะสมน้ำตาล (181–270 วัน): จ่ายสูตร 0-0-60 หรือ 13-0-46 และ หยุดให้ไนโตรเจนเด็ดขาด
- ระยะ 270–300 วัน: เสริมธาตุทางใบด้วยโดรน ใช้สูตร 0-52-34 + โบรอน เพื่อหยุดยอดและเร่งการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นซูโครส
อ้อย 20 ตัน/ไร่ ไม่ได้เกิดจาก “ปุ๋ยมาก” แต่เกิดจาก “ธาตุอาหารถูกชนิด ถูกเวลา ถูกตำแหน่ง และถูกปริมาณ” นี่คือหัวใจของ Growth-Stage Specific Fertigation — การให้อาหารอ้อยตามจังหวะสรีรวิทยา เพื่อเปลี่ยนทุกกิโลกรัมของธาตุอาหารให้กลายเป็น ลำอ้อย น้ำหนัก และน้ำตาล ให้ได้มากที่สุด
6. การจัดการวัชพืช ศัตรูพืช และโรคพืชเชิงบูรณาการ

วัชพืช แมลง และโรคพืช เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถลดศักยภาพผลผลิตอ้อยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะช่วงที่อ้อยยังมีทรงพุ่มขนาดเล็กและแข่งขันกับวัชพืชได้ไม่ดี
แนวคิด Integrated Pest Management (IPM) จึงไม่ได้หมายถึงการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้ หลายวิธีร่วมกันอย่างเหมาะสม โดยอาศัยการสำรวจและข้อมูลการระบาดเป็นตัวตัดสินใจ
กลยุทธ์ IPM และการจัดการวัชพืชในไร่อ้อย: เพิ่มผลผลิตตั้งแต่ระยะตั้งกอ
ช่วง 1–3 เดือนแรกหลังปลูก คือช่วงวิกฤตที่วัชพืช แมลง และโรคพืชแย่งอาหารและทำลายหน่ออ้อย การบริหารจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) จึงเน้นการตัดสินใจจากข้อมูลการสำรวจแปลงจริง ผสานทั้งวิธีกล ชีววิธี และเคมีอย่างแม่นยำ
- นวัตกรรมคุม-ฆ่าวัชพืชระบบ Early Post-emergence (อ้อยอายุ 25–35 วัน)
- เทคนิคจัดการน้ำ: เปิดน้ำหยดกระตุ้นให้อ้อยและเมล็ดวัชพืชงอกขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อแก้ปัญหาน้ำหยดชะล้างชั้นฟิล์มยาคุมดินก่อนงอก (Pre-emergence)
- สูตรผสม 3 พลัง: ใช้ มีโซไตรโอน (Mesotrione) + อะทราซีน (Atrazine) + ไดยูรอน (Diuron) อัตราต่ำ (100–150 กรัม/ไร่)
- ประสิทธิภาพ: พ่นทับอ้อยได้โดยไม่กระทบต่อยอดและหน่ออ้อย กำจัดได้ทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้างที่เพิ่งงอก พร้อมสร้างฟิล์มคุมเมล็ดหญ้าในดินได้นาน 45–60 วันจนกระทั่งอ้อยโตคลุมร่อง
ข้อควรระวังและสารเคมีต้องห้าม:
- ต้องลด Diuron เหลือ 100–150 กรัม/ไร่: การใช้ Diuron เกิน 300 กรัม/ไร่ ในช่วงอ้อยเล็ก จะทำให้อ้อยเกิดอาการใบไหม้ ปลายยอดแห้งกรอบ และชะงักการเจริญเติบโตนานกว่า 3 สัปดาห์
- ห้ามใช้ Glyphosate หรือ Glufosinate ฉีดทับยอดอ้อยเด็ดขาด: เนื่องจากเป็นสารดูดซึมไม่เลือกทำลาย จะทำลายเนื้อเยื่อเจริญของหน่ออ้อยจนแห้งตายถาวร
การควบคุมโรคระบาดและแมลงศัตรูพืชทางเศรษฐกิจ
| ศัตรูพืช/โรคระบาด | ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ETL) | วิธีการป้องกันเชิงรุก (Proactive Control) | มาตรการระงับเหตุฉุกเฉิน (Reactive Action) |
|---|---|---|---|
|
หนอนเจาะยอดอ้อย
(Chilo infuscatellus) |
พบยอดเหี่ยว มากกว่า 5% ในระยะแตกกอ | ปล่อยแตนเบียนไข่ Trichogramma อัตรา 20,000 ตัว/ไร่ ทุก 15 วัน | พ่นสาร Chlorantraniliprole 5% SC (อัตรา 40 ซีซี/ไร่) หรือ Flubendiamide |
|
โรคใบขาว
(Phytoplasma) |
พบการระบาด มากกว่า 1 กอ/ไร่ | ใช้ท่อนพันธุ์ผ่านการอบน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 2 ชม. และคุมเพลี้ยจักจั่น | ขุดถอนทั้งกอใส่ถุงดำไปเผานอกแปลง และพ่น Dinotefuran รัศมี 50 ม. |
|
ด้วงหนวดยาว / ปลวก
(Dorysthenes / Termites) |
พบตากล้าหรือท่อนพันธุ์ถูกทำลาย มากกว่า 3% | ติดตั้งระบบ In-furrow ฉีดพ่น Fipronil 5% SC ในร่องปลูก | จ่ายสาร Emamectin benzoate หรือ คลุก Cartap hydrochloride ไปพร้อมกับปุ๋ยรองก้นหลุม |
|
โรคตอลู่ / แคระแกร็น
(Ratoon Stunting Disease) |
ส่งตรวจแล็บพบเชื้อ Leifsonia xyli | ฆ่าเชื้อใบมีดตัดอ้อยด้วยแอลกอฮอล์หรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ 20% ทุกครั้ง | รื้อแปลงพันธุ์เดิม ไม่นำไปขยายพันธุ์ต่อเด็ดขาด |
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (References)
- Allen, R. G., Pereira, L. S., Raes, D., & Smith, M. (1998). Crop Evapotranspiration – Guidelines for Computing Crop Water Requirements. FAO Irrigation and Drainage Paper No. 56, FAO, Rome.
- Doorenbos, J., & Kassam, A. H. (1979). Yield Response to Water. FAO Irrigation and Drainage Paper No. 33, FAO, Rome.
- International Potash Institute (IPI). (2016). Fertilizing for High Yield and Quality: Sugarcane. IPI Bulletin No. 20, Basel, Switzerland.
- Muchow, R. C., Robertson, M. J., & Wood, A. W. (1996). Growth of sugarcane under high input conditions. II. Sucrose accumulation and commercial yield. Field Crops Research, 48(1), 27-36.
- กรมวิชาการเกษตร. (2564). คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับการปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- กรมวิชาการเกษตร — การเปรียบเทียบวิธีให้น้ำหยดและการจัดการปุ๋ยในอ้อยภายใต้สภาพแห้งแล้ง
- สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.). (2565). ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโรงงานด้วยเกษตรแม่นยำและระบบชลประทานอัจฉริยะ. กระทรวงอุตสาหกรรม.

